ส า มประโยคนี้สั้นๆ สิ่งร้ า ยๆ คุณไ ส ย สิ่งไม่ดี จะแพ้พ่าย เรื่องเล่า ของ สมเ ด็ จพ ร ะพุฒาจา รย์โ ต

540

สามประโยคนี้สั้นๆ สิ่งร้ า ยๆ คุณไ ส ย สิ่งไม่ดี จะแพ้พ่าย เรื่องเล่า ของ สมเด็จพ ร ะพุฒาจารย์โต 

จำให้แม่น คุณไ ส ยแพ้ สามประโยคสั้น สมเด็จพ ร ะพุฒาจารย์โต พรหมรังษี กล่าวไว้ 

“อาตมาได้เห็นอานิสงส์ ของการสวดมนต ร์ ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมา ได้ออกเดินธุดงค์ ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่ อยู่ใกล้ชายแดน ของประเทศเขมร

ในสมัยนั้นเต็มไปด้วย สิ งส าร า สัตว์ และภู ตผีวิญ ญ า ณ ตลอดจนชาวบ้าน ที่มีเว ทมนต์ค าถา และเล่นคุณไ ส ยกันอยู่อย่างมากมาย ในอาณาบริเวณชายแดน แห่งประเทศสย ามในตอนนั้น

อาตมาได้เดิน ธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมา มิได้ศึกษาในพร ะเ ว ทมนตร์คาถาอาคม ใดเลย นอกจากคำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอ ยึดมั่น พ ร ะพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง พ ร ะธรรมเป็นที่พึ่ง พ ร ะสงฆ์เป็นที่พึ่ง อาตมาไปที่แห่งหน ตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ 

ตลอดเวลาของจิตใจ อันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่ห มู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสย าม ในด งพ ญ าไฟขณะนั้น 

ในห มู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่ เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลด อยู่ที่ท้ายห มู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวาย ตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ 

เมื่อเห็นมีพ ร ะภิกษุมาปักกลด ในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้น เป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบ คุณวิเศษแห่งการสวดมนต์

มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามา สนทนากับอาตมา หลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้น อาตมาทราบชื่อภายหลัง ว่าชื่อ นายผล

นายผล ได้เล่าให้ อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเ ว ทมนตร์คาถาอาคม เล่าเรียน จนมีญ า ณแก่กล้า และมักจะทดสอบ เ ว ทมนตร์คาถาอาคม แก่พ ร ะภิ ก ษุส งฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ

เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า เขาได้ส่งอำนาจ คุณไ ส ยเข้ามาทำร้ า ยอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวั ง ทำร้ ายเป็นบ า ปเป็นกร ร มถึงต าย

เพียงแต่ต้องการทดสอบ ดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาค ม แก่กล้าสามารถ ที่จะต่อสู้กับคุณไ ส ยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำ คุณไ ส ยใส่อาตมาถึง 7 วัน เต็ม

ไม่ว่าจะเป็นการ ปล่อยคว า ยธนู หรือปล่อยหนังค ว าย ปล่อยต ะข าบ ตลอดจนภู ติพ ร ายเข้ามาทำร้ ายอา ตมา แต่ปรากฏสิ่ง ที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถ เข้ามาทำร้ ายอาตมาได้เลย

วันนี้จึงได้มากราบเพื่อ สนทนาแลกเปลี่ยน วิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่า ตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษา พ ร ะเ ว ทมนตร์คาถา หรือคุณไ ส ยใด

นายผลก็ไม่ยอมเชื่อ หาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มี ของดีแล้วไซร้ไฉน อำนาจคุณไ ส ยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขา ซึ่งเป็นผู้กระทำ 

ไม่สามารถทำร้ ายอาตมาได้ อาตมาก็พย าย ามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชา เหล่านี้จริง ทำให้นายผล สงสัยยิ่งนักว่าเ ห ตุใดอาตมา จึงไม่ได้รับภัยอันตร าย 

จากอำนาจเวทมนต ร์คุณไ ส ยดำที่เขาส่งมาทำร้ ายได้

 

อาตมาได้บอกกล่าว แก่เขาว่า เมื่ออาตมา จะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

จนจิตมีความสงบนิ่ ง แล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศล ไปให้แก่สรรพสัตว์ ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุ กข์กายทุ กข์ใจเลย

อย่าได้มีเ วรแก่กัน และกันเลย อย่าได้เบี ย ดเบี ย นซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัด นอนเป็นปกติ

นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่ อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้อง ให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัด จงหยุดการ สวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่

ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ ว่าการสวดมนตร์ ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครอง ภั ย ท่าน หรือเป็นเพราะอำนาจเวทมน ต ร์คาถาในภู ตผีปิ ศ าจ ของข้าพเจ้า เสื่อ ม กันแน่

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะไม่ทำอันตร า ยแก่ท่านอาจารย์ อย่าง เ ด็ดข า ด เพียงแต่ต้องการ ที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้ง เห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น 

อาตมาก็ตกลง รับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำ การสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ อา ต มาก็นอนโดยมิได้ ทำการสวดมนตร์ 

ตามที่ได้ปฎิบัติ เป็นปกติ เมื่ออาตมา นอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้น อีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาต ม าได้ยินเ สี ยง กุกกัก กุกกัก ดังขึ้นมา 

จึงได้จุดเทียน และพบตะขา บใหญ่ ย าวเท่าขา ของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามา อยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก

อาตมารู้สึกตกใจ ถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณ จึ งกล่าวคำสวดมนต์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่น ในพ ร ะพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานาน เ ท่าใดไม่ทราบได้ เ สี ยงกุกกักและต ะข า บที่อยู่ข้างหน้า ก็อัน ต ร ธ า นหายไป 

จากนั้นอาตมา จึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมา และได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้า ได้ปล่อยตะขาบ เข้าไปในกลด ที่ท่านพักพำนักอยู่ 

อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมา และตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขา บ ตัวนั้น ก็อัน ต ร ธ านหายไป นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า 

บัดนี้ข้าพเจ้า เชื่อแล้วว่า อำนาจเว ท ม นตร์คาถา และคุณไ ส ยใด ของข้าพเจ้า มิอาจทำร้ ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนตร์ ภาวนาของท่าน 

เป็นเกร า ะคุ้มครอง ภั ย อั น ตร ายต่างๆ ได้

 

ที่อาตมา สมเด็จโต ได้เล่าให้ท่านทั้งหลาย ในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ ของการสวดมนตร์ว่า เหล่าพรหมเทพ ได้มาฟังการสวดมนตร์จริง ดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้

ถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพร ห ม เทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถ ที่จะขับไล่สิ่งที่ เกิดจากอำนาจคุณไ ส ย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมา ได้อย่างแน่นอน

ท่านเจ้าพ ร ะย า และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้ว ต่างก็ยกมือ ขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการสวดมนตร์ มีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก

เ รื่ อ ง อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้า ประคุณสมเด็จพ ร ะพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ดังปรากฏ ในงานของท่าน เจ้าพ ร ะย าสรรเพชรภักดี 

จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโต มาเทศน์ที่บ้าน ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต พร้อมลูกศิษย์ได้เดินทาง จากวัดระฆัง มายังบ้านของ ท่านเจ้าพ ร ะย าสรรเพชรภักดี 

ซึ่งในขณะนั้น มีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกัน เป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับ รั บฟังการเทศน์ ของท่านเจ้าประคุณ

ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพ ร ะย า เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพ ร ะรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ 

เ รื่ อ ง อานิสงส์ของ การสวดมนต์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมี คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์ มีประโยชน์น้อย และเ สี ยเวลามาก หรือฟังไม่รู้เ รื่ อ ง

ความจริงแล้วการสวดมนต์ มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ เป็นการกล่าวถึง คุณงามความดี ขององค์สมเด็จพร ะ สัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพ ร ะองค์ท่านมีคุณวิเศษ อย่างไร

พ ร ะธร รมคำสอนของ พ ร ะองค์มีคุณอย่างไร และพ ร ะ ส ง ฆ์อ ร หัน ต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจ จ นจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณา 

จนเกิดปัญญา และความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพ ร ะอรหันต์ ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ 

มีหลักฐาน ปรากฏในพ ร ะธร รมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธ ร รม เป็นพ ร ะอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกัน คือ

1.เมื่อฟังธรรม

2.เมื่อแสดงธรรม

3.เมื่อสาธย ายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์

4.เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น

5.เมื่อเจริญวิปัสสนาญ า ณ

การสวดมนต์ในตอนเช้า และในตอนเย็น เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พ ร ะพุทธเจ้าทรงประกาศ

พร ะ พุทธศ า ส น าบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย 

ต่างพากันมาเข้า เฝ้าพ ร ะพุทธองค์ โดยแบ่งเวลา เข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพ ร ะพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพ ร ะพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม 

การฟังธรรมเป็นการชำร ะล้ า งจิ ตใจ ที่เ ศ ร้ าหมองให้หมดไป เพื่อสำเร็จสู่ม ร รคผลพ ร ะนิพ พ าน

 

การสวดมนต์นับเป็น การดีพร้อมซึ่งประกอบไป ด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ

1. กาย มีอาการสงบเรียบร้อย และสำรวม

2. ใจ มีความเคารพนบนอบ ต่อคุณพ ร ะรัตนตรัย

3. วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสร ร เส ริญ ถึงพ ร ะคุณอันประเสริฐ ในพ ร ะคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอข ม า ในการผิ ดพ ล าด

หากมีและกล่าวสักการะเทิดทูน สิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่า เป็น การสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคล อันสูงสุดที่เดียว 

อาตมาภาพขอรับรอง แก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใด ได้สวดมนต์เช้า และเย็นไม่ข า ดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่ แดนพ ร ะอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ ให้มีเ สี ยงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิ ตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น 

ที่ว่าประโยชน์ แก่จิตตน คือ เ สี ยงในการสวดมนต์ จะกลบเ สี ยงภายนอก ไม่ให้เข้ามารบกวนจิต 

ก็จะทำให้เกิด ความสงบอยู่กับ บทสวดมนต์นั้น ทำให้เกิดส มา ธิและปัญญา เข้ามาในจิ ตใจของผู้สวด

ที่ว่าประโยชน์ แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟัง เสี ยงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้ เกิดปัญญา มีจิตสงบลึก ซึ้งตามไปด้วย 

ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วย โดยการให้ทาน โดยทาง เ สี ยง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟัง เ สี ยงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก 

ก็จะมาชุมนุม ฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบ ตั วของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัย อั น ตร ายต่าง ที่ไหนก็ไม่สามารถ กล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ 

ตลอดจนอาณาเขต และบริเวณบ้าน ของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่ง พร ห มเ ทพ และเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภั ยอัน ตร าย ได้อย่างดีเยี่ยม